Spotlight

สรุปหุ้น IPO SCGP

สรุปหุ้น IPO SCGP

ถ้าพูดถึงหุ้นใหญ่เมืองไทยที่ทุกคนรู้จักกันดีคงมีชื่อของหุ้นเอสซีจี หรือ SCC ที่สร้างผลกำไรให้นักลงทุนมากมายหลายปีที่ผ่านมา วันนี้ต้องบอกว่าพี่ปูนใหญ่กลับมาแล้ว! แต่รอบนี้เป็นการนำบริษัทย่อยที่ทำธุรกิจบรรจุภัณฑ์มาเข้าตลาดหุ้นภายใต้ชื่อ บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) (“SCGP”) เพื่อระดมทุนไปรองรับแผนการเติบโตแบบ Organic ด้วยการขยายและปรับปรุงประสิทธิภาพสายการผลิต และมีแผนแบบ Inorganic ผ่านการควบรวมกิจการทั้งในและต่างประเทศ

หุ้นตัวนี้มีความดีงามที่น่าสนใจหลายอย่างเช่น เป็นผู้นำด้านบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรในภูมิภาคอาเซียน แถมธุรกิจของ SCGP ก็กำลังเติบโตตามเทรนด์ผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นการซื้อของออนไลน์ (E-Commerce) และธุรกิจรับส่งอาหาร (Food Delivery) บอกได้เลยว่าจะเป็น IPO แห่งปีที่น่าจับตามองแน่นอน ส่วนรายละเอียดของตัวธุรกิจน่าสนใจแค่ไหน ผมสรุปมาให้แล้วครับ

หุ้นกำลังจะเข้าตลาดแล้ว ช่วงนี้ผลตอบแทนดี ๆ หลายตัว ไม่ศึกษาเตรียมไว้ ถ้าพลาดแล้วห้ามบ่นว่า ”เสียดาย” นะครับ :-)

แว้บแรกที่ดูหุ้น SCGP หุ้นตัวนี้มีความน่าสนใจอยู่ประมาณ 3-4 ประเด็นด้วยกันครับ

  1. เป็นผู้นำธุรกิจบรรจุภัณฑ์ในประเทศไทย และอีกหลาย ๆ ประเทศในอาเซียน ตรงนี้น่าสนใจเพราะการแข่งขันช่วงนี้แข่งกันดุเดือด ซึ่ง SCGP ถือเป็นรายใหญ่ จึงมีความแข็งแกร่งค่อนข้างมาก
  2. เป็นหุ้นที่เติบโตไปพร้อมกับเทรนด์การบริโภคและช้อปปิ้งออนไลน์ของอาเซียน ผมเองสังเกตเห็นว่าช่วงหลัง ๆ ที่ผ่านมา คนสั่งของออนไลน์กันเยอะมาก การใช้แพคเกจจิ้งก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย หุ้น SCGP น่าจะได้รับแรงหนุน ประกอบกับการมี R&D ที่แข็งแกร่ง ก็จะยิ่งช่วยเสริมเกิดการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว
  3. รายได้มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและอุตสาหกรรมยังมีช่องว่างให้เติบโตอยู่ โดย SCGP มีแผนการเติบโตแบบ Organic ด้วยการขยายและปรับปรุงประสิทธิภาพสายการผลิต และแผนแบบ Inorganic ด้วยการร่วมมือกับพันธมิตรที่น่าสนใจในการขยายธุรกิจ
  4. SCGP ทำการตลาดในอาเซียนและมีการส่งออกมากกว่า 20 ประเทศทั่วโลก นับได้ว่าเป็นหุ้นที่มีส่วนแบ่งรายได้จากตลาดในต่างประเทศประมาณครึ่งหนึ่ง ใครอยากไปต่างประเทศแต่ไม่อยากซื้อหุ้นต่างประเทศ ซื้อ SCGP ก็ทำให้ได้รับผลประโยชน์จากการเติบโตของต่างประเทศได้ครับ

ชื่อ SCGP นี่ก็ไม่ได้มาเล่น ๆ เพราะบริษัทนี้ถือเป็นบริษัทย่อยของปูนซิเมนต์ไทย (SCC) นี่เอง ปัจจุบัน SCC ถือหุ้นประมาณ 99% แต่หลังจาก IPO เข้าตลาดแล้ว สัดส่วนการถือหุ้นของ SCC จะเหลือราว ๆ ไม่น้อยกว่า 70%

แต่ SCC ก็ยังมีฐานะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อยู่ ดังนั้น การซื้อหุ้น SCGP ก็เหมือนการได้ร่วมทุนกับปูนใหญ่ไปกลาย ๆ

โดยตัวธุรกิจหลัก ๆ ของ SCGP เกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์เริ่มตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ โดยผลิตตั้งแต่กระดาษที่เอาไปทำบรรจุภัณฑ์, กล่องที่ใช้ในอุตสาหกรรม บรรจุภัณฑ์อาหาร บรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงสินค้านวัตกรรมต่าง ๆ

สัดส่วนของธุรกิจแบ่งตามรายได้ ประกอบด้วย สายธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร และสายธุรกิจเยื่อและกระดาษ

สายธุรกิจบรรจุภัณฑ์ครบวงจรมีสัดส่วนรวม 84% ของรายได้จากการขาย (ข้อมูลงวดครึ่งปีแรกของปี 2563) ถือเป็นธุรกิจหลักของ SCGP เลยทีเดียว ซึ่งตรงนี้รายได้แบ่งแยกย่อยเป็น 3 ประเภทคือ ....
1.บรรจุภัณฑ์จากเยื่อและกระดาษ 25%
2.กระดาษสำหรับใช้ทำบรรจุภัณฑ์ 51%
3.บรรจุภัณฑ์จากวัสดุสมรรถนะสูงและพอลิเมอร์ 8%

สายธุรกิจเยื่อและกระดาษมีสัดส่วน 16% ของรายได้จากการขายทั้งหมด

มองผ่านตัวเลขอาจจะเข้าใจได้ไม่หมด ผมทำรูปตัวอย่างมาให้ดูกันชัด ๆ ครับว่าหน้าตาสินค้าแต่ละหมวดเป็นอย่างไรบ้าง?

จากภาพนี้ จะเห็นว่าบรรจุภัณฑ์ของ SCGP มีหลากหลายรูปแบบมาก ๆ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่มีอยู่ในหลากหลายอุตสาหกรรม

Highlight ที่น่าสนใจของบรรจุภัณฑ์ของ SCGP คือหมวดบรรจุภัณฑ์สมรรถนะสูงและพอลิเมอร์ที่มีโอกาสการเติบโตสูงเพราะเป็นบรรจุภัณฑ์ที่อยู่ในอุตสาหกรรมสินค้าเพื่อการอุปโภคบริโภค

นอกจากนั้น SCGP ยังผลิตสินค้าจำพวกกล่องอาหาร และถาดใส่อาหารต่าง ๆ ดังนั้น SCGP จึงมีโอกาสเติบโตของการสั่งอาหารผ่าน Food Delivery มากขึ้นด้วยครับ

ดังนั้น พอบรรจุภัณฑ์ที่ SCGP ขายมีความหลากหลาย ลูกค้าที่มาซื้อก็มีความหลากหลายตามไปด้วย ลูกค้าส่วนใหญ่ของบริษัทคือกลุ่ม Consumer Goods ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 69% ส่วนที่เหลืออีก 31% เป็นบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ในอุตสาหกรรมและอื่น ๆ

บริษัทที่เป็นลูกค้าของ SCGP ก็เช่น บริษัทแฟชั่นกีฬา, ผู้ผลิตอาหารแช่แข็งและผลไม้กระป๋อง, ผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกายและสุขอนามัย, เครื่องปรับอากาศ, อาหารสำเร็จรูป ฯลฯ

ลูกค้าของ SCGP กระจายอยู่ในหลายอุตสาหกรรม ดังนั้น ทำให้ความเสี่ยงของ SCGP ลดลงด้วย เพราะไม่ต้องพึ่งพิงอยู่กับอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งมากจนเกินไป

SCGP ดำเนินธุรกิจอย่างแข็งแกร่ง การเติบโตของรายได้ก็ถือว่าอยู่ในระดับดีทีเดียว สำหรับบริษัทที่มีรายได้ระดับเกือบ ๆ แสนล้าน ดูในรูปจะเห็นว่ารายได้ปีล่าสุดมีการเติบโตมาราว ๆ 2% แต่กำไรลดลงเล็กน้อย จริง ๆ มันมีสาเหตุอยู่ครับ

เพราะในไตรมาส 3 ปี 2562 SCGP มีการควบรวมบริษัทบรรจุภัณฑ์ในประเทศอินโดนีเซียและในประเทศไทยมา 2 ราย ทำให้รายได้เข้ามาไม่เต็มปี นอกจากนั้นปี 2562 สินค้าหมวดเยื่อและกระดาษมีราคาขายที่ปรับลดลง ถัว ๆ กันไปกับธุรกิจบรรจุภัณฑ์ที่มากขึ้นออกมาเป็นการเติบโตเล็กน้อยที่ 2%

อัตรากำไรขั้นต้นของ SCGP ก็ลดลงในทิศทางเดียวกันคือลดจาก 20.8% ในปี 2561 มาเหลือ 19.6% ในปี 2562 ด้วยสาเหตุเดียวกันกับที่กล่าวไปข้างต้น

ส่วนล่าสุด ภาพรวมครึ่งปีแรกของปีนี้ SCGP มีรายได้จากการขายอยู่ที่ 45,903 ล้านบาท เติบโต 11% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา และมีกำไรสุทธิ 3,636 ล้านบาท เติบโต 40% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

แล้วบริษัทมีแผนในการสร้างการเติบโตให้กลับมาอย่างรวดเร็วอย่างไรบ้าง?

SCGP มีแผนหลัก ๆ อยู่ 2 แผนด้วยกันคือ การเพิ่มกำลังการผลิตให้กับสินค้าที่เติบโตและการควบรวมซึ่งจะทำให้ SCGP ได้กำไรทันที

SSCGP ยังมีแผนเพิ่มกำลังการผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์ในประเทศอินโดนีเซีย และประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งจะเพิ่มกำลังการผลิตให้กับบริษัทโดยรวมได้ที่ 15.7%

Sส่วนการเพิ่มกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์อ่อนตัว (พวกซอง ๆ ทั้งหลาย) SCGP มีแผนในการเพิ่มกำลังการผลิตให้โรงงานในประเทศไทยและเวียดนาม

Sที่จำเป็นต้องเพิ่มกำลังการผลิตเพราะอัตราการใช้กำลังการผลิตเดิมของโรงงานเริ่มเต็มนั่นเอง

ถามว่าอะไรคือปัจจัยที่ทำให้บริษัทมั่นใจได้ว่าเพิ่มกำลังการผลิตมาแล้วสินค้าจะยังขายได้? ปัจจัยนั้นคือเรื่องการเติบโตของตลาดบรรจุภัณฑ์ในอาเซียน จากรูปจะเห็นว่าแต่ละประเทศมีการเติบโตของการบริโภคบรรจุภัณฑ์ตั้งแต่ 5.3-7.2% ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่ไม่น้อยเลย

ประเทศไทยโต 5.3%
ประเทศอินโดนีเซียโต 5.5%
ประเทศเวียดนามโต 5.6%
ประเทศฟิลิปปินส์โต 7.2%

อย่างไรก็ตาม ในฐานะของนักลงทุนก็ไม่ควรมองที่โอกาสในการทำกำไรเพียงอย่างเดียว แต่ก็ต้องมองความเสี่ยงไว้ด้วยซึ่ง SCGP มีความเสี่ยงที่เป็นเรื่องเฉพาะตัวหลายอย่างเช่น

  1. เรื่องการจัดหาวัตถุดิบให้เพียงพอต่อความต้องการของบริษัทที่มีการไปตั้งโรงงานไว้ในหลายประเทศ
  2. เนื่องจากธุรกิจของ SCGP เป็นกระดาษซึ่งมีวัตถุดิบตั้งต้นมาจากเยื่อไม้และกระดาษรีไซเคิล ดังนั้น บริษัทจึงจำเป็นต้องทำตามกฎหมายของแต่ละประเทศ ซึ่งทำให้เกิดความเสี่ยงขึ้นได้ในกรณีที่ประเทศนั้น ๆ ไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง และอาจมีการเปลี่ยนแปลงกฎหมาย
  3. กระดาษพิมพ์เขียนเป็นสินค้าที่มีโอกาสถูก Disruption สูง แม้ปัจจุบันจะเป็นสินค้าที่จำเป็นต้องใช้ทั้งในเชิงการเรียน และการส่งของต่าง ๆ นอกจากนั้นยังมีเรื่องเทรนด์และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว อาจส่งผลเสียกับบริษัทได้

แม้ความเสี่ยงจะมีอยู่บ้างแต่ด้วยศักยภาพของ SCGP และฐานะความเป็นผู้นำตลาด บริษัทฯ มีการติดตามความเสี่ยงต่าง ๆ อย่างระมัดระวัง และสามารถปรับไลน์การผลิตไปสู่สินค้าที่มีอนาคตดีกว่าได้

สุดท้ายถ้าอยากซื้อหุ้นร่วมทุนทำธุรกิจกับ SCGP ที่มีปูนใหญ่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ รายละเอียดที่นักลงทุนจำเป็นต้องรู้มีดังต่อไปนี้ครับ ...

  1. เงินปันผล ! บริษัทมีแผนที่จะจ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่า 20% ของกำไรสุทธิ ซึ่งส่วนตัวผมถือว่ามันไม่มาก แต่ก็พอเข้าใจได้เพราะบริษัทต้องใช้เงินในการขยายกำลังการผลิต รวมไปถึงการซื้อกิจการ
  2. การซื้อหุ้น SCGP ถือเป็นการลงทุนในหุ้นที่มีสถานะธุรกิจเป็นผู้นำในหลาย ๆ ประเทศ ความแข็งแกร่ง และการเติบโตนับว่าคาดหวังได้
  3. ขายหุ้นให้ประชาชนทั่วไปในสัดส่วนสูงสุดไม่เกิน 29.3% (ภายใต้สมมติฐานว่าจะมีการใช้สิทธิซื้อหุ้นเพิ่มทุนส่วนเกินทั้งจำนวน) ถือว่าไม่มากไม่น้อย เป็นระดับปกติที่บริษัทมั่นใจได้หุ้นจะซื้อง่ายขายคล่องในตลาด

SCGP ถือว่าเป็นหนึ่งในธุรกิจเพชรเม็ดงามของเอสซีจี เข้าตลาดมาคงเป็นที่ติดตามของนักลงทุนทั้งรายย่อยและรายใหญ่ ส่วนใครอยากจะเข้าไปซื้อ ก็ขอให้ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจาก Filing ตัวเต็มได้ครับ

ขอให้โชคดีมีกำไรกันทุกคนมีความสุขกับการลงทุนครับ