สารจากคณะกรรมการ บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน)

“เติบโตอย่างยั่งยืนด้วยการส่งมอบนวัตกรรมโซลูชันบรรจุภัณฑ์
และยกระดับประสบการณ์ในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค”

ในปี 2564 เศรษฐกิจของอาเซียนและเศรษฐกิจโลกยังคงชะลอตัวจากวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง อย่างไรก็ตาม วิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ในภูมิภาคอาเซียนในช่วงปลายปีเริ่มคลี่คลาย ส่งผลให้ความต้องการซื้อในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ยังสามารถเติบโตได้ เนื่องจากเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวัน อีกทั้งยังมีสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจทั่วโลก ทำให้ความต้องการสินค้าและบริการต่าง ๆ ปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับประสิทธิภาพในการผลิตสำหรับภาคอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีขึ้นตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ส่งผลให้ความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์เพิ่มขึ้น แม้ยังคงต้องติดตามสถานการณ์ราคาพลังงานและราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงการกลายพันธุ์ของไวรัสโควิด 19 ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจทั่วโลกต่อไป

ท่ามกลางวิกฤตการณ์ที่ต้องเผชิญ SCGP ยังสามารถดำเนินกลยุทธ์ตามเป้าหมายการเติบโตของธุรกิจในระยะยาวเพื่อมุ่งสู่การเป็นผู้นำด้านโซลูชันบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรในภูมิภาค รวมถึงการดำเนินงานตามแผนในการรับมือกับผลกระทบที่เกิดจากความผันผวนทางเศรษฐกิจอย่างระมัดระวังด้วยกลยุทธ์การขยายฐานการผลิตและขยายธุรกิจเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งผ่านความร่วมมือกับพันธมิตร (Merger & Partnership) ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการเข้าถึงตลาดใหม่ที่มีโอกาสเติบโตสูงในระดับสากล ซึ่งทำให้ SCGP สามารถขยายฐานลูกค้าและขยายขอบเขตการทำธุรกิจได้มากยิ่งขึ้น โดยในปี 2564 SCGP ได้เข้าถือหุ้นกิจการโซลูชันด้านบรรจุภัณฑ์อาหารในสหราชอาณาจักร (Go-Pak UK Limited) บรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบคงรูปรายใหญ่ในประเทศเวียดนาม (Duy Tan Plastics Manufacturing Corporation) กิจการบรรจุภัณฑ์กล่องลูกฟูกในประเทศอินโดนีเซีย (Intan Group) และการขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ ด้วยการลงทุนในประเทศสเปน (Deltalab, S.L.)

เนื่องจากบรรจุภัณฑ์เป็นส่วนสำคัญในห่วงโซ่การผลิตของลูกค้า SCGP จึงมุ่งตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าและเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคด้วยการพัฒนาโซลูชันบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรผ่านนวัตกรรมที่มาจากความเชี่ยวชาญของพนักงาน และความร่วมมือกับลูกค้าในการพัฒนาโซลูชัน สินค้า และบริการที่ตอบโจทย์เมกะเทรนด์ในปัจจุบันและอนาคต โดยเฉพาะธุรกิจอีคอมเมิร์ซและธุรกิจบรรจุภัณฑ์อาหารที่เติบโตสูงในปัจจุบัน

ในขณะเดียวกัน SCGP ยังคงมุ่งเน้นการปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิตและการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องโดยการนำเทคโนโลยีมาใช้ อาทิ ระบบดิจิทัลเทคโนโลยี (Digitization) ระบบอัตโนมัติ (Automation) ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI: Artificial Intelligence) เพื่อช่วยในการวิเคราะห์ คาดการณ์ ส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และผลิตผล (Productivity) เพื่อตอบรับกับความต้องการของลูกค้า เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและยกระดับประสิทธิภาพการทำงานอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการบริหารสภาพคล่องที่สอดคล้องกับสภาวะของธุรกิจ

นอกจากนี้ SCGP ได้ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืน และมุ่งยกระดับการดำเนินธุรกิจตามกรอบแนวคิด ESG โดยมุ่งเน้นการปฏิบัติตามนโยบายบรรษัทภิบาลในทุกหน่วยงานและทุกประเทศที่ SCGP ไปลงทุน การบริหารงานอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ สนับสนุนการมีส่วนร่วมและการสื่อสารกับผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง การดูแลช่วยเหลือสังคมและสิ่งแวดล้อมผ่านกิจกรรมและโครงการสำคัญ ต่าง ๆ รวมถึงการกำหนดเป้าหมายระยะยาวในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี 2593 ส่งผลให้ในปี 2564 SCGP ได้รับรางวัล Sustainability Excellence ประเภท Rising Star Sustainability Awards สำหรับบริษัทที่มีการดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน และรางวัล Business Excellence ประเภท Best Deal of the Year Awards สำหรับบริษัทที่มีความยอดเยี่ยมและโดดเด่นในการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อันเป็นรางวัลที่ทรงเกียรติและเป็นความภาคภูมิใจซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นทุ่มเทของ SCGP ในการมีส่วนช่วยยกระดับมาตรฐานและร่วมสร้างการเติบโตแก่เศรษฐกิจและสังคมไทยได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

จากความทุ่มเทตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ทำให้ SCGP เติบโตอย่างมั่นคงท่ามกลางความท้าทายโดยมีรายได้จากการขายรวม 124,223 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 34 เมื่อเทียบกับปีก่อน กำไรสำหรับปีเท่ากับ 8,294 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 28 เมื่อเทียบกับปีก่อน คณะกรรมการบริษัทจึงมีมติเสนอให้ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2565 อนุมัติการจ่ายเงินปันผลประจำปี 2564 ในอัตราหุ้นละ 0.65 บาท รวมเป็นเงินประมาณ 2,790 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 33.64 ของกำไรสำหรับปีตามงบการเงินรวม ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายเงินปันผล โดยแบ่งเป็นเงินปันผลระหว่างกาลในอัตราหุ้นละ 0.25 บาท และเงินปันผลประจำปีส่วนที่เหลือในอัตราหุ้นละ 0.40 บาท

ในปี 2565 SCGP ยังคงวางกลยุทธ์เพื่อรักษาความเป็นผู้นำด้านโซลูชันบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรด้วยการสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนอย่างมีคุณภาพผ่านการขยายกำลังการผลิตและความร่วมมือกับพันธมิตรในอาเซียนอันเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ รวมถึงการเข้าถึงโอกาสในตลาดใหม่นอกภูมิภาค โดยวางโมเดลขยายธุรกิจบรรจุภัณฑ์ปลายน้ำ การกระจายฐานลูกค้าในหลากหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีความเกี่ยวข้องกับไลฟ์สไตล์ อาทิ กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม สินค้าเพื่อสุขอนามัย ผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพและการแพทย์ ที่ยังมีการเติบโตได้ดี เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีความจำเป็นในชีวิตประจำวัน และบริษัทยังคงดำเนินงานอย่างใกล้ชิดกับลูกค้าเพื่อพัฒนานวัตกรรมและโซลูชันบรรจุภัณฑ์ตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นและสอดคล้องกับสถานการณ์และพฤติกรรมของผู้บริโภค รวมถึงการเพิ่มความสามารถและศักยภาพในการจัดการภายในองค์กรที่สอดคล้องกับการเติบโตของธุรกิจ และการบริหารความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

คณะกรรมการบริษัทขอขอบคุณท่านผู้ถือหุ้น ผู้ถือหุ้นกู้ ผู้ร่วมทุน คู่ค้า คู่ธุรกิจ ลูกค้าและผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย สถาบันการเงินทั้งในและต่างประเทศที่สนับสนุนการดำเนินงานด้วยดีตลอดมา รวมถึงพนักงานทุกคนที่ทุ่มเทสรรพกำลัง ทำให้ภารกิจองค์กรบรรลุเป้าหมายเป็นที่ยอมรับจากนักลงทุน ทั้งนี้ SCGP ยังคงมุ่งมั่นในการพัฒนาองค์กรให้เจริญก้าวหน้าสู่ระดับสากลที่มั่นคงและยั่งยืน พร้อมเคียงข้างลูกค้าควบคู่ไปกับการยกระดับประสบการณ์ในทุก ๆ วันของผู้บริโภคให้ดียิ่งขึ้น โดยมี ESG เป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินธุรกิจให้แข็งแกร่ง เพื่อสังคมที่น่าอยู่ คนที่มีคุณภาพ และโลกที่ยั่งยืน

กรุงเทพมหานคร วันที่ 25 มกราคม 2565

(นายประสาร ไตรรัตน์วรกุุล)

ประธานกรรมการ

(นายวิชาญ จิตร์ภักดี)

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร