สารจากคณะกรรมการ บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน)

“เติบโตอย่างมีคุณภาพ พร้อมปรับตัวรับทุกการเปลี่ยนแปลง”

ในปี 2563 ประเทศต่าง ๆ ทั้งในกลุ่มอาเซียนและทั่วโลกเผชิญกับความผันผวนทางเศรษฐกิจจากวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ส่งผลให้ปริมาณความต้องการซื้อสินค้าในกลุ่มสินค้าคงทน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและยานยนต์ และความต้องการใช้กระดาษพิมพ์เขียนปรับตัวลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับปีก่อน อย่างไรก็ตาม ความต้องการซื้อสินค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภค อาหารและเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ รวมถึงธุรกิจอีคอมเมิร์ซยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากผู้บริโภคหันมาใส่ใจในเรื่องสุขอนามัย และปรับพฤติกรรมมาซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น

ท่ามกลางความท้าทาย เอสซีจีพีปรับตัวเพื่อรับมือกับผลกระทบที่เกิดจากความผันผวนทางเศรษฐกิจด้วยการออกแบบโมเดลธุรกิจ (Business Model) แบบครบวงจร ตอบสนองต่อความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภคด้วยบรรจุภัณฑ์หลากหลายประเภท บูรณาการด้วยผลิตภัณฑ์ต้นน้ำและปลายน้ำ เพื่อรองรับโอกาสทางธุรกิจและกระจายความเสี่ยงไปในหลายประเทศ หลายอุตสาหกรรม เอสซีจีพีเชื่อมั่นในการเติบโตระยะยาวของความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์เพื่อรองรับการบริโภคและเมกะเทรนด์ทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน จึงมุ่งขยายตลาดบรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตและยังมีความต้องการใช้อย่างสม่ำเสมอในทุกสภาวะเศรษฐกิจ โดยปัจจุบันมีสัดส่วนลูกค้ากลุ่มดังกล่าวกว่าร้อยละ 70 ของทั้งหมด

ในช่วงที่ต้องเผชิญกับภาวะวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 เอสซีจีพีให้ความสำคัญกับมาตรการการรักษาสุขอนามัยเพื่อดูแลสุขภาพและความปลอดภัยของพนักงาน การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานร่วมกับลูกค้าและคู่ค้าธุรกิจ รวมถึงการประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและปรับตัวอย่างรวดเร็วเพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ในปี 2563 เอสซีจีพีมีรายได้จากการขายรวม 92,786 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีปัจจัยเกื้อหนุนจากความต้องการใช้สินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน และการรวมผลการดำเนินงานของ PT Fajar Surya Wisesa Tbk. (อินโดนีเซีย) และบริษัทวิซี่ แพ็คเกจิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด สำหรับกำไรสุทธิปี 2563 เท่ากับ 6,457 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 23 เมื่อเทียบกับปีก่อน จากการมุ่งเน้นนำเสนอสินค้าบริการรวมทั้งโซลูชันที่หลากหลายและการบริหารต้นทุนอย่างต่อเนื่อง

ประสบความสำเร็จในการขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) เพื่อก้าวไปได้ไกล เติบโตไปด้วยกัน

เอสซีจีพีเริ่มทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในวันที่ 22 ตุลาคม 2563 โดยมีมูลค่า Market Capitalization ประมาณ 150,000 ล้านบาท (ณ ราคาเสนอขาย IPO) และได้เงินจากการระดมทุน ประมาณ 40,092 ล้านบาท เพื่อใช้ในการลงทุนขยายกิจการทั้งในประเทศและต่างประเทศ ใช้ในการปรับโครงสร้างทางการเงิน รวมถึงใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนภายในกิจการ นับเป็นก้าวสำคัญของเอสซีจีพี ที่จะเพิ่มศักยภาพในการดำเนินงานจากการมีฐานะการเงินที่เข้มแข็งขึ้น เพื่อเร่งการขยายธุรกิจต่อไปในอนาคต

ร่วมมือพันธมิตรขยายฐานธุรกิจบรรจุภัณฑ์ รองรับความต้องการใช้ในอาเซียน

เอสซีจีพีขยายธุรกิจและเสริมศักยภาพการเป็นผู้นำด้านบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรในภูมิภาคอาเซียน โดยนำประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของเอสซีจีพีที่ผนึกความร่วมมือเป็นพาร์ทเนอร์ในประเทศต่าง ๆ ทั้งแบบการเติบโตตามตลาด (Organic Growth) เช่น การเพิ่มยอดขาย การขยายกำลังการผลิต และการเติบโตแบบก้าวกระโดด (Inorganic Growth) ผ่านการเข้าควบรวมกิจการแบบ Merger & Partnership (M&P) เพื่อแลกเปลี่ยนจุดแข็งและสร้างประโยชน์จากการผนึกพลังกับพันธมิตร (Synergy)

บริษัทมีโครงการขยายกำลังผลิตใน 4 ประเทศ ด้วยเงินลงทุนรวมกว่า 8,200 ล้านบาท โดยในไตรมาสที่ 3 บริษัทเริ่มดำเนินการผลิตส่วนขยายของบรรจุภัณฑ์แบบอ่อนตัว (Flexible Packaging) อีก 84 ล้านตารางเมตรต่อปี ใน Tin Thanh Packing Joint Stock Company (BATICO) ประเทศเวียดนาม และในไตรมาสที่ 4 บริษัท ได้บรรลุผลสำเร็จในการเข้าถือหุ้นร้อยละ 94.1 ใน Bien Hoa Packaging Joint Stock Company (SOVI) ผู้ผลิตชั้นนำด้านบรรจุภัณฑ์จากเยื่อและกระดาษ (Fiber-based packaging) ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศเวียดนาม ซึ่งเป็นการขยายฐานตลาดสำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีแนวโน้มเติบโตได้ดี นอกจากนี้ ในเดือนมกราคม 2564 บริษัทเข้าถือหุ้นร้อยละ 100 ใน Go-Pak UK Limited (Go-Pak) ผู้นำในการให้บริการโซลูชันด้านบรรจุภัณฑ์อาหารในสหราชอาณาจักร ยุโรปและอเมริกาเหนือ ที่มีฐานการผลิตอยู่ทางตอนใต้ของเวียดนามเพื่อเพิ่มศักยภาพการขยายตลาดบรรจุภัณฑ์อาหาร สำหรับในประเทศฟิลิปปินส์ Rengo Co., Ltd. (Rengo) ได้เข้าร่วมพันธมิตรทางธุรกิจกับบริษัทใน United Pulp and Paper Co., Inc. (UPPC) ด้วยสัดส่วนการถือหุ้นระหว่าง SCGP กับ Rengo ร้อยละ 74.8 และร้อยละ 25.0 ตามลำดับ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของสายธุรกิจบรรจุภัณฑ์ครบวงจรของเอสซีจีพีในภูมิภาคอาเซียน

ร่วมเป็นส่วนสำคัญของไลฟ์สไตล์ในทุกวันของลูกค้าและผู้บริโภค ด้วยการพัฒนานวัตกรรมสินค้าบริการ และโซลูชันแบบครบวงจร

เอสซีจีพี ให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับลูกค้าอย่างใกล้ชิดเพื่อช่วยแก้ปัญหาและตอบสนองความต้องการของลูกค้า อีกทั้งมุ่งพัฒนาโซลูชันบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละราย โดยวางกระบวนการทำงานอย่างเป็นระบบ การมีทีมงานที่มีความพร้อมทั้งบุคลากรและเทคโนโลยี โดยมีทีมขายและบริการลูกค้ากว่า 500 คน นักวิจัยและพัฒนาจำนวนมากกว่า 90 คน ซึ่งทำการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม ครอบคลุมตั้งแต่ธุรกิจต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ และนักออกแบบมืออาชีพมากกว่า 35 คน ที่พร้อมสร้างสรรค์และให้บริการแก่ลูกค้า รวมถึงการลงทุนเครื่องจักรและเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถผลิตบรรจุภัณฑ์ที่รองรับความต้องการของผู้บริโภคในหลากหลายอุตสาหกรรม ครอบคลุมถึงสินค้าอุปโภคบริโภคที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน ทำให้บรรจุภัณฑ์ของเอสซีจีพีกลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคในทุก ๆ วัน

โดยในปี 2563 เอสซีจีพีได้เปิด SCGP-Inspired Solutions Studio เพื่อเพิ่มประสบการณ์จริงให้แก่ลูกค้าในการสัมผัสกับโซลูชัน รวมถึงการออกแบบบรรจุภัณฑ์ประเภทต่าง ๆ และนวัตกรรมด้านบรรจุภัณฑ์ที่เอสซีจีพี สามารถสร้างสรรรค์เพื่อตอบโจทย์ความต้องการในหลากหลายมิติ อาทิ ฟังก์ชันใช้งาน ตอบโจทย์ด้านการตลาด คำนึงการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม และการสร้างมูลค่าเพิ่มแก่สินค้า นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาบรรจุภัณฑ์ใหม่สู่ตลาด ได้แก่ OptiSorb-X บรรจุภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติป้องกันออกซิเจนและไอน้ำสูงร่วมกับเทคนิคการดูดซับก๊าซออกซิเจนในบรรจุภัณฑ์ภายหลังการบรรจุ จึงช่วยคงคุณภาพของสินค้า และยืดอายุการเก็บสินค้าให้ยาวนานขึ้น เหมาะสำหรับ ขนม เบเกอรี่ เนื้อสัตว์แปรรูป ฯลฯ Odorlock บรรจุภัณฑ์เก็บกลิ่นอาหารไม่ให้แพร่กระจายรบกวนสินค้าอื่น เช่น ทุเรียน ช่วยให้ขนส่งและวางจำหน่ายร่วมกับสินค้าอื่นได้

ขับเคลื่อนองค์กรด้วยหลักธรรมาภิบาล ดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

เอสซีจีพีดูแลลูกค้าด้วยความใส่ใจ พัฒนาศักยภาพบุคลากร และดูแลผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยให้ความสำคัญกับการยึดถือบรรษัทภิบาล หรือ ESG (Environmental, Social, and Corporate Governance) ด้วยการดำเนินธุรกิจโดยยึดถือหลักธรรมาภิบาล การพัฒนาที่ยั่งยืน มุ่งเน้นดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมตลอดกระบวนการผลิต และการนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาใช้ในการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าที่สุด เช่น การพัฒนาบรรจุภัณฑ์อาหารที่เป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม การนำทรัพยากรหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ ตลอดจนร่วมกันดูแลสังคมและรักษาสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน เช่น โครงการขับเคลื่อนขยายผลชุมชนต้นแบบการจัดการขยะมูลฝอยอำเภอบ้านโป่งต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 สามารถสร้าง 41 ชุมชนในอำเภอบ้านโป่งให้เป็นต้นแบบการจัดการขยะ และสามารถลดปริมาณขยะอินทรีย์ได้กว่าร้อยละ 40 ทำให้อำเภอบ้านโป่งมีชุมชนที่น่าอยู่และสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน และพร้อมที่จะเป็นต้นแบบและขยายผลไปยังพื้นที่อื่น ๆ ได้ อีกทั้งได้ร่วมมือกับพันธมิตรกว่า 60 ราย เช่น เทสโก้ โลตัส ไปรษณีย์ไทย แสนสิริ พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ฯลฯ ในการรณรงค์ให้ผู้บริโภคใส่ใจเรื่องรีไซเคิล โดยได้มีการติดตั้งจุดรับเศษกระดาษและกล่องกระดาษใช้แล้วมากกว่า 380 จุดทั่วประเทศ

คณะกรรมการบริษัทขอขอบคุณท่านผู้ถือหุ้นและผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายที่ได้ให้ความไว้วางใจและสนับสนุนการดำเนินงานของบริษัทด้วยดีเสมอมา และขอให้เชื่อมั่นว่า บริษัทจะยังคงมุ่งมั่นพัฒนาองค์กรให้ประสบความสำเร็จภายใต้ระบบการบริหารงานตามหลักธรรมภิบาล เสริมสร้างความเจริญก้าวหน้า และรักษาความเป็นผู้นำด้านบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงการนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้เพื่อยกระดับกระบวนการดำเนินงานตลอดห่วงโซคุณค่า อันเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

กรุุงเทพมหานคร วันที่ 26 มกราคม 2564

(นายประสาร ไตรรัตน์วรกุุล)

ประธานกรรมการ

(นายวิชาญ จิตร์ภักดี)

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร