Business Scientist

R&D ต้องเข้าใจตลาด ตอบโจทย์ผู้บริโภค
ดร.พงษ์สุดา (ภูมะธน) ผ่องธัญญา

ปัจจุบันความท้าทายในงานวิจัยและพัฒนา และเหล่าทีมนักวิจัยไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้องแล็บอีกต่อไป เพื่อที่จะทำให้สินค้าและบริการของธุรกิจแพคเกจจิ้ง เอสซีจี ครอบคลุมความต้องการของตลาด ธุรกิจต้องพัฒนาให้ก้าวทันเทรนด์โลก สรรหานวัตกรรมแพคเกจจิ้งเพื่อมาช่วยแก้ปัญหาให้กับลูกค้า ตลอดจนเข้าใจและตอบสนองต่อความต้องการแฝงของลูกค้าได้ นี่คือหนึ่งภารกิจที่ท้าทายในการบริหารงานของพี่เจน - ดร.พงษ์สุดา (ภูมะธน) ผ่องธัญญา ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยี หรือศูนย์พัฒนาฯ - R&D ธุรกิจแพคเกจจิ้ง เอสซีจี

หลังจากเก็บเกี่ยวประสบการณ์ทำงานเป็นนักวิจัยให้กับหน่วยงานภาครัฐ พี่เจนได้เข้ามาร่วมงานกับเอสซีจีในปี 2007 เกี่ยวกับการบริหารจัดการงานวิจัยและพัฒนา การสร้างสรรค์นวัตกรรม และ New Business Opportunity ก่อนจะเข้ามาเป็นผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาฯ - R&D ของธุรกิจแพคเกจจิ้งเมื่อกลางปี 2013 ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญในการเริ่มวางแผนรีแบรนด์ของธุรกิจ ที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ธุรกิจกระดาษ แต่ตั้งเป้าหมายสู่การเป็นPackaging Solutions Provider ภายใต้ธุรกิจแพคเกจจิ้ง เอสซีจี ในปัจจุบัน

Paper to Packaging
ในช่วงก่อนการรีแบรนด์ งานส่วน R&D จะโฟกัสไปที่เยื่อและกระดาษ เป็นหลัก พี่เจนและทีมนักวิจัยดูแลตั้งแต่การพัฒนาสายพันธุ์พืชที่ใช้ทำเยื่อกระดาษ ไปจนถึงการผลิตเป็นสินค้าและบรรจุภัณฑ์ ซึ่งความเชี่ยวชาญด้าน Chemical Engineering และ Biotechnology คือ องค์ความรู้สำคัญที่พี่เจนนำมาปรับใช้กับงานธุรกิจกระดาษได้อย่างรวดเร็ว ต่อมาเมื่อเปลี่ยนมาเป็นธุรกิจแพคเกจจิ้งอย่างเต็มตัวแล้ว งานวิจัยและพัฒนาจึงต้องขยายโฟกัสเรื่องพลาสติกเพิ่มด้วย ในฐานะหัวเรือใหญ่ของทีม พี่เจนมองว่านี่เป็นความท้าทายใหม่ที่เหล่าทีมนักวิจัยต้องปรับตัวกันมากพอสมควร

“จากเดิมธุรกิจของเรามีพื้นฐานมาจากธุรกิจกระดาษ เมื่อเราเปลี่ยนมาเป็นธุรกิจแพคเกจจิ้ง สิ่งที่พี่คิดคือ จะทำยังไงให้ทีมของเราเข้าใจแพคเกจจิ้งที่เป็นพลาสติกได้ก่อน การศึกษางานวิจัยและพัฒนาเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ต่าง ๆ เป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้ทีมเกิดความเข้าใจ รู้จักงานแพคเกจจิ้งมากขึ้นแล้วค่อยนำองค์ความรู้มาต่อยอดว่าจะสร้างนวัตกรรมได้ยังไง เพื่อให้มีประโยชน์ในเชิงพาณิชย์และใช้งานได้จริง ซึ่งตรงนี้ต้องอาศัยการเทรนนิ่งกันค่อนข้างหนัก โชคดีว่าน้อง ๆ ในทีมของเราหลาย ๆ คนจบมาทางด้าน PolymerScience ทำให้ทุกคนเปลี่ยนมาจับงานวิจัยด้านพอลิเมอร์ได้ค่อนข้างเร็วพี่มองว่านี่เป็นข้อดีอย่างหนึ่งของความเป็นนักวิจัย คือเราไม่ยึดติดกับความคิดที่ว่า “ฉันชำนาญอะไร” แต่เราสามารถปรับเปลี่ยนเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ได้ไม่สิ้นสุด จากความสำเร็จของการรีแบรนด์ที่ผ่านมา จะเห็นว่าธุรกิจของเรามีนวัตกรรมหลากหลายที่ตอบโจทย์ลูกค้าในทุก ๆ อุตสาหกรรมได้กว้างมากขึ้น”

Business Scientist
ย้อนมองวิสัยทัศน์ของทีมนักวิจัยในช่วงเปลี่ยนผ่านจากธุรกิจกระดาษมาสู่ธุรกิจแพคเกจจิ้ง นอกจาก Voice of the Customer จะเป็นข้อมูลสำคัญในการพัฒนานวัตกรรมแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ทีมละเลยไม่ได้ นั่นคือ “การมองเทรนด์โลก” มองให้ลึกว่าในอนาคตแต่ละอุตสาหกรรมต้องการแพคเกจจิ้งแบบไหน เพื่อนำไปพัฒนาสินค้าใหม่ ๆ ที่อาจเป็น Solution แก่ลูกค้าในวันข้างหน้าได้

“1 - 2 ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน พี่พยายามเทรนนักวิจัยในทีมให้เป็น Business Scientist คือ ให้นักวิจัยมีโอกาสเรียนรู้รูปแบบธุรกิจสมัยใหม่มากขึ้น ออกไปพบลูกค้าร่วมกับฝ่ายขายและการตลาด เพื่อรับฟังความต้องการของลูกค้า ค้นหา Pain Point และ Latent Need ให้เจอ แล้วนำมาคิดว่าเราจะต่อยอดโจทย์เหล่านั้นให้เป็นผลิตภัณฑ์ได้ไหม ฟังดูคล้ายกับว่านักวิจัยกำลังเข้าไปทำงานด้านการตลาดนะ แต่จริง ๆ แล้วเป็นการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทชั้นนำของโลกต่าง ๆ ก็มีแนวทางเช่นนี้ ซึ่งนี่คือโอกาสที่นักวิจัยจะได้ทำความเข้าใจลูกค้ามากขึ้น ขณะที่เซลส์คุยกับลูกค้า เราสามารถสังเกตการณ์ได้เองว่าลูกค้าต้องการสื่อสารอะไร หรือสามารถช่วยกันสอบถามความต้องการจากลูกค้าได้โดยตรง ทำให้เราได้รับข้อมูลที่มาจาก Voice ของลูกค้าจริง ๆ ท้ายที่สุดทีมนำสิ่งเหล่านั้นมาวิเคราะห์ทำความเข้าใจร่วมกัน และนำมาสร้างสรรค์รูปแบบสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดี” พี่เจนเล่าถึงอีกก้าวสำคัญในการพัฒนาทีม

ข้อดีของรูปแบบการทำงานดังกล่าวคือ นักวิจัยไม่จำเป็นต้องอยู่แต่ในห้องแล็บ แต่ยังมีศักยภาพที่จะออกมาพูดคุยกับลูกค้าได้ มีโอกาสทำความรู้จักคู่แข่ง และทำความเข้าใจ Big Idea Generation เทรนด์โลก รวมถึง Business Context ต่าง ๆ ที่อาจหยิบเอามาพัฒนาเป็นนวัตกรรมได้ล่วงหน้า เพราะการคิดค้นหรือผลิตนวัตกรรมใหม่ได้ก่อนย่อมช่วยขยายตลาดในอนาคตได้ ตลอดจนกลายเป็น Impact ที่ดีกลับมาสู่ธุรกิจ องค์กรและทีมนักวิจัยเองด้วย

“เราจะเห็นว่า ที่ผ่านมาเอสซีจีสามารถคิดค้นนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ที่มีความยั่งยืน มี Solution ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค อุตสาหกรรม และสิ่งแวดล้อมตามเทรนด์ Circular Economy ได้แล้ว อย่าง Fest หรือ FybroZeal แต่กว่าจะผลิตออกมาได้ ทางทีมนักวิจัยต้องศึกษาและพัฒนากันอย่างเข้มข้น เพราะเราไม่ได้แค่มองว่าจะทำยังไงให้แพคเกจจิ้งเป็น มิตรต่อสิ่งแวดล้อมหรือนำกลับมารีไซเคิลได้เท่านั้น แต่ยังต้องคิดให้ครอบคลุมด้วยว่า นวัตกรรมที่เราจะทำตอบโจทย์ผู้ผลิตหรือความต้องการของผู้ใช้จริง ๆ ด้วยหรือเปล่า ทั้งเรื่องคุณสมบัติ ประสิทธิภาพการใช้งานและราคา”

Innovation X Collaboration
ปัจจุบัน ธุรกิจแพคเกจจิ้ง เอสซีจี ถือได้ว่ามีนวัตกรรมสินค้าที่ค่อนข้างครอบคลุมความต้องการในทุกอุตสาหกรรม ตั้งแต่ระดับ Primary Packaging, Secondary Packaging และ Tertiary Packaging แต่ถึงอย่างนั้น การพัฒนานวัตกรรมบรรจุภัณฑ์แห่งอนาคตของทีมนักวิจัยก็ยังคงไม่หยุดนิ่ง ก่อนจากกันพี่เจนกล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า การจะเป็นธุรกิจ One Stop Service องค์กรต้องพร้อมให้บริการลูกค้าได้แบบครบวงจรไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีไซน์ วัสดุ ฟังก์ชัน การพิมพ์ที่มีคุณภาพ การเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ยิ่งกว่านั้นคือ การคิดค้นและนำเสนอนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อจะช่วยแก้ปัญหาหรือสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่แบรนด์ของลูกค้าได้ก่อนคู่แข่ง และที่สุดคือการ set trend ของบรรจุภัณฑ์แห่งอนาคต

“พี่เชื่อว่าการทำ Innovation หรือ New Product & Service Development จริง ๆ แล้วเป็นเรื่องของทุกคนในองค์กร ไม่ได้มาจากการผลักดันของทีมนักวิจัยเพียงอย่างเดียว เพราะการจะพัฒนาสินค้าหรือบริการใหม่ ๆ ที่จะกลายเป็น Super Impact ให้แก่องค์กรและสังคม จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกคน ทั้งร่วมแชร์ไอเดีย แชร์ปัญหา หรือนำเสนอแนวทางใหม่ ๆ ที่มีประโยชน์ในการสร้างสรรค์นวัตกรรม สิ่งเหล่านี้จะสำเร็จได้ ทุกคนควรต้องมี Direction ในการพัฒนาที่สอดคล้องกับทิศทางของธุรกิจไปด้วยกัน รวมทั้งองค์กรเองก็ต้องมีนโยบายที่สนับสนุนให้เกิดการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ ในองค์กรอย่างต่อเนื่องด้วย”