100%x107
100%x107
100%x107
100%x107
100%x107
100%x107

Eucalyptus

 

     บริษัทฯ มีการพัฒนาและผลิตกล้าไม้ยูคาลิปตัสที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ โดยกรรมวิธีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรนำไปปลูก ในพื้นที่ที่มีความแตกต่างกัน และการบริการในรูปแบบครบวงจร

 

คุณสมบัติกล้าไม้คุณภาพดี และพร้อมปลูก  

1. ลำต้น ยอด ไม่หักเสียหาย ไม่มีหนอน หรือแมลงกัดกินใบ ไม่มีการทำลายต้นและใบจากเชื้อรา

2. ความสูงต้นจากคอราก 20 - 50 ซม.

3. ขนาดความโตคอราก มากกว่า 2 มม.

4. จำนวนใบ ตั้งแต่ 3 คู่ใบขึ้นไป

5. ระบบรากสมบูรณ์ รากสานแน่นรอบวัสดุเพาะชำ

6. กล้าไม้มียอดเดียว ไม่มีกิ่งข้างหรือหลายยอด

7. ไม่มีวัชพืชหรือหญ้าปน

8. ถอดหลอดและบรรจุใส่ถุงพลาสติกถุงละ 50 ต้น

ข้อดีของผลิตกล้าไม้แบบเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ต้นไม้จะเจริญเติบโตสม่ำเสมอ ไม่กลายพันธุ์ ให้ผลผลิตสูง น้ำหนัก 15-25 ตัน/ไร่/4 ปี ปัจจุบันเป็นที่นิยมกันมาก เพราะให้ผลตอบแทนคุ้มค่า

  • บริการครบวงจร  

1. บริการเจาะสำรวจ หรือวิเคราะห์ดิน ก่อนตัดสินใจปลูก

2. บริการวิเคราะห์ผลตอบแทน – การลงทุน

3. บริการทีมปลูกสวนไม้ที่มีประสบการณ์ยาวนาน

4. บริการจัดส่งกล้าไม้จากศูนย์เพาะชำไปยังแปลงปลูก

5. บริการให้คำปรึกษาด้านการดูแลบำรุงรักษาสวนไม้ยูคาฯ

6. บริการประเมินผลผลิตสวนไม้

7. บริการรับซื้อ ตัด และขนส่งไม้จากแปลงปลูกไปยังโรงงาน

 

  • รูปแบบการส่งเสริม

 3.1 เช่าที่และร่วมทุน  

        - พื้นที่เป็นแปลงเดียวกันหรืออยู่บริเวณใกล้เคียงกัน ตั้งแต่ 200 ไร่ขึ้นไป  

- รัศมีไม่เกิน 200 กม. จาก จังหวัดกาญจนบุรี (โรงงานวังศาลา) จังหวัดราชบุรี (โรงงานบ้านโป่ง) และ จังหวัดขอนแก่น (โรงงานฟินิคซฯ )

- มีเอกสารสิทธิ์ที่ดิน ที่ราชการรับรอง เช่น นส.3 เป็นต้น

-  ระยะเวลาในการร่วมโครงการฯ 1 รอบตัดฟัน 5 ปีขึ้นไป  

 3.2 ส่งเสริมระบบสมาชิก (Contract Farming) ซื้อกล้าไม้ราคาพิเศษ มีประกันราคารับซื้อผลผลิต และมีบริการครบวงจร ตลอดอายุการปลูกไม้  

 3.3 ขายกล้าไม้ทั่วไป (Open market) สำหรับผู้ที่ไม่ประสงค์จะเป็นสมาชิก  

 3.4 สนับสนุนโครงการปลูกร่วมกับหน่วยงานราชการ เช่น ส.ป.ก. ทหาร อบต.วัด โรงเรียน

 

  • รูปแบบการปลูก

     รูปแบบการปลูกยูคาลิปตัสเชิงพาณิชย์

4.1 ปลูกเต็มพื้นที่ : ระยะปลูก 2x3 เมตร (270 ต้น/ไร่) หรือ 3 x3 เมตร (180 ต้น/ไร่) โดยให้ระยะ 3 เมตรอยู่ในแนวตะวันออก-ตะวันตก ให้ผลตอบแทนต่อไร่สูง และป้องกันการบุกรุกที่ดินได้ด้วย  

4.2 ปลูกร่วมกับพืชเกษตร : เช่น ข้าวโพด มันสำปะหลัง เป็นต้น ระยะปลูก 2x3 เมตร และ 3x3 เมตร (ปลูกเฉพาะปีที่ 1) หรือระยะปลูก (3x1.5)x10 เมตร : 160 ต้น/ไร่ (ปลูกได้ทุกปี) ช่วยให้มีรายได้ทุกปีจากการขายพืชเกษตรและเมื่อครบ 4 ปี จะมีรายได้ที่แน่นอนจากการตัดไม้ยูคาลิปตัสขาย

4.3 ปลูกบนคันนา ริมคลอง หรือริมรั้ว : ระยะปลูกระหว่างต้นประมาณ 1.50 – 2.0 เมตร กรณีปลูก 2 แถว ปลูกสลับฟันปลา ระยะห่างระหว่างแถว 1.50 เมตร ประมาณ 80-100 ต้น/ไร่ ให้น้ำหนักต่อต้นสูง และเพิ่มผลตอบแทนต่อพื้นที่  

  • สรุปสิทธิและประโยชน์การปลูกไม้เร็วครบวงจร กับสยามฟอเรสทรี

“ลงทุนน้อย ปลูกง่าย ขายได้ทั้งปี”

1. ลงทุนน้อย เติบโตเร็ว มีตลาดรับซื้อแน่นอน

2. ปลูกครั้งเดียวได้ผลตอบแทน 3 รอบ (รอบละ 4 ปี รวม 12 ปี)

3. เป็นเหมือนการออมเงิน ชะลอการตัดได้ไม่เน่าเสียเหมือนพืชเกษตร

4. ใช้แรงงานน้อย ดูแลง่ายกว่าพืชอื่นๆ

5. ขายไม้ได้ในราคาตลาด มีตลาดรับซื้อตลอดเวลา

6. คืนทุนเร็วกว่าการปลูกไม้ยืนต้นชนิดอื่น และให้ผลตอบแทนที่ดี

7. สมาชิก รับสิทธิซื้อกล้าไม้ได้ในราคาพิเศษ

8. สมาชิกรับบริการคำปรึกษา และร่วมแก้ไขปัญหาอย่างถูกวิธีตลอดระยะเวลาการปลูกไม้ โดยผู้เชี่ยวชาญ และคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ

  • รู้จัก ยูคาลิปตัส

1. ยูคาลิปตัส พืชเศรษฐกิจไร้พิษภัย

       ถิ่นกำเนิดยูคาลิปตัสอยู่ในประเทศออสเตรเลีย มีประมาณ 500 ชนิด ประเทศไทยโดยกรมป่าไม้เป็นผู้นำเข้ามาปลูกกระจายทั่วประเทศนานกว่า 50 ปี และได้รับการยืนยันจากนักวิชาการว่า “การปลูกยูคาลิปตัสไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม” ปัจจุบันยูคาลิปตัสปลูกทั่วประเทศกว่า 3 ล้านไร่ ไม้ยูคาลิปตัส จัดเป็นไม้โตเร็วปลูกแล้วตัดได้ภายใน 4-5 ปี และเมื่อตัดแล้วก็แตกหน่อได้ดี ปลูกครั้งเดียวตัดได้ 3-4 รอบ มีความต้านทานต่อโรคและแมลง เจริญเติบโตได้ในดินร่วนปนทราย ที่มีการระบายน้ำดี ยูคาลิปตัสสามารถปลูกควบกับพืชอื่น ได้แก่ ข้าวโพด มันสำปะหลัง สับปะรด ฯลฯ แต่ต้องมีการจัดการที่ถูกต้อง ซึ่งบริษัทฯมีทีมที่ปรึกษาคอยให้บริการคำแนะนำสำหรับผู้สนใจทั่วไป  

 

2. ไม้ยูคาฯ ช่วยลดปริมาณก๊าซคาบอนไดออกไซด์ (CO2)

       ไม้ยูคาลิปตัสช่วยลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ในอากาศเนื่องจากต้นไม้จะใช้ (CO2)  เป็นวัตถุดิบในการสังเคราะห์แสงหรือการปรับปรุงอาหาร เพื่อสร้างความเจริญเติบโตของต้นไม้นั่นเอง และในกระบวนการสังเคราะห์แสงของต้นไม้ พบว่า ในการสร้างเนื้อไม้ 1 ตัน จะต้องใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำนวน 1.81 ตัน ในขณะเดียวกันก็จะคายก๊าซออกซิเจนกลับคืนสู่ธรรมชาติ 1.30 ตัน ดังนั้นถ้าเราปลูกไม้ยูคา 1 ไร่ และดูแลให้ดี นอกจากจะได้ผลผลิตเป็นเนื้อไม้ประมาณ 15 ตัน (ที่อายุ 5 ปี) ก็เท่ากับว่าเราสามารถลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศได้ประมาณ 27 ตัน และต้นยูคาจะคายก๊าซออกซิเจนคืนสู่ธรรมชาติถึง 19.50 ตัน ช่วยลดปฏิกิริยาเรือนกระจกที่เกิดจากการเผาไหม้ต่าง ๆ ในโรงงานหรือการจราจรได้เป็นอย่างดี  

 

3. ประโยชน์ด้านอื่นๆ นอกจากการนำมาใช้ผลิตเยื่อและกระดาษ

นำมาใช้เป็นไม้ก่อสร้างบ้านเรือน ทำเฟอร์นิเจอร์ ไม้ปาร์เก้ เสาเข็ม และค้ำยัน ส่วนประโยชน์ทางอ้อม ได้แก่ ฟื้นฟูสภาพดินลดปัญหาดินเค็มในภาคตะวันออกเฉียง เพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับสภาพแวดล้อม ฯลฯ